ขั้นตอนการสร้างเว็บไซต์
1. กำหนดเป้าหมายและวางแผนงาน
(Planning)
เป็นขั้นตอนที่ผู้สร้างเว็บจะต้องรวบรวมข้อมูลที่ต้องการจะนำมาสร้างเว็บ
กำหนดวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมาย
จากนั้นกำหนดขอบเขตและความต้องการของเว็บว่าจะต้องมีอะไรบ้าง เช่น
ขนาดของหน้าจอภาพ บราวเซอร์ที่จะใช้ ฯลฯ องค์ประกอบและเครื่องมือที่จะต้องใช้
ต้องการมีกระดานข่าว ห้องสนทนา ฯลฯ
รวมถึงขั้นตอนและกระบวนการในการบำรุงรักษาอย่างเป็นระบบ
การวางแผนเบื้องต้นของการสร้างเว็บสำหรับ Dreamweaver คือ
- กำหนดพื้นที่จัดเก็บเว็บในเครื่องคอมพิวเตอร์
- กำหนดพื้นที่ติดตั้งเว็บเมื่อสร้างเสร็จ
2. เลือก Web hosting และจด Domain name
2.1 Web hosting คืออะไร
2.2
หลักการเลือก Web hosing
2.3 การจด Domain
name
2.4
การตั้งชื่อ Domain name ที่ดี
3 ออกแบบเว็บไซต์
3.1
การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure Design) คือ
การจัดหมวดหมู่ และลำดับของเนื้อหา แล้วจัดทำเป็นแผนผังโครงสร้างเว็บไซต์
ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่ามีเนื้อหาอะไรบ้างภายในเว็บไซต์
และแต่ละหน้าเว็บเพจนั้นมีการเชื่อมโยงกันอย่างไร
โครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีจะช่วยให้ผู้ชมไม่สับสนและค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว
ไม่ควรเป็นลำดับที่ลึกหลายชั้นเกินไป เพราะผู้ใช้จะเบื่อเสียก่อน
กว่าจะค้นหาเจอหน้าที่ต้องการ
3.2
การออกแบบระบบเนวิเกชั่น (Site Navigation Design) เป็นระบบนำทางที่จะนำผู้ชมไปยังหน้าต่างๆ
ของเว็บไซต์ ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว
และรู้ว่ากำลังอยู่ตรงไหนของเว็บไซต์
นอกจากนี้ยังใช้กำหนดบทบาทของผู้ใช้ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มๆ
ได้ โดยผู้ใช้แต่ละกลุ่มจะสามารถเข้าถึงหน้าเว็บเพจได้อย่างมีขอบเขต
ตามสิทธิที่วางไว้เท่านั้น
3.3
การออกแบบเว็บเพจ (Page Design)
เว็บเพจ
(Web
page) หมายถึง เอกสารที่สร้างขึ้นโดยในรูปแบบของ HTML หรือโปรแกรมการสร้างเว็บโดยเฉพาะ จะแสดงผลได้เฉพาะโปรแกรมบราวเซอร์
และต้องติดตั้งในเว็บเซอร์เวอร์เพื่อเข้าไปอ่านข้อมูลได้โดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
เว็บเพจจะมี 2 ลักษณะใหญ่คือ
- เว็บเพจแบบหน้าเดียว (Single page) หรือแบบสั้น (Short
page) หมายถึง
เว็บเพจที่แสดงผลข้อมูลหรือเนื้อหาเพียงหน้าเดียวมีขนาดเท่ากับหน้าจอคอมพิวเตอร์พอดี
หรือมีแถบเลื่อนลงมาด้านล่างสั้น ๆ หรือมีรูปแบบเป็นกรอบพอดีหน้าจอภาพ
- เว็บเพจแบบแถบเลื่อน (Scroll page) หรือแบบยาว (Long
page) หมายถึง เว็บเพจที่แสดงผลข้อมูลหรือเนื้อหาเป็นแนวยาวจากด้านบนลงมายังด้านล่างของหน้าจอภาพ
โดยมีแถบเลื่อนอยู่ด้านข้างสำหรับเลื่อนหน้าจอภาพ เพื่อดูข้อมูลที่แสดงผลหน้าจอภาพ
การออกแบบโครงสร้างเว็บ
สิ่งที่ต้องพิจารณาในการสร้างเว็บเพื่อการศึกษาคือ
โครงสร้างหลักของเว็บ เนื่องจากการจัดการข้อมูลเพื่อการเรียนการสอนมีความแตกต่างกัน
กลุ่มผู้เรียนที่แตกต่างและเนื้อหาของเว็บแตกต่างกัน
โครงสร้างของเว็บก็จะมีผลต่อการเรียนการสอนเช่นกัน (McCormack
and Jones, 1998)
โครงสร้างของเว็บโดยพื้นฐานจะมี
2 ลักษณะคือ
1. โครงสร้างเว็บแบบตื้น เป็นโครงสร้างเว็บในลักษณะที่มีการเชื่อมโยงจากหน้าแรกหรือหน้าที่หลักไปยังเนื้อหาโดยตรง
โดยไม่มีเว็บเพจที่เป็นเนื้อหาเชื่อมโยงต่อไปอีกมากนัก
สามารถกลับมายังหน้าแรกหรือหน้าหลักของของเว็บไซต์ได้ในทันที
อาจจะมีการเชื่อมโยงของเนื้อหาต่อไปอีกบ้างแต่ไม่ต่อเนื่องเป็นลำดับลึกลงไปเหมือนกับโครงสร้างของเว็บแบบลึก
โครงสร้างลักษณะนี้จึงเป็นโครงสร้างที่มีเนื้อหาแยกเป็นหน่วยย่อย ๆ
หรือมีเนื้อหาเฉพาะเรื่องไม่เกี่ยวข้องกัน
ทำให้ไม่ต้องเชื่อมโยงเว็บเพจต่อไปเรื่อย ๆ เว็บแบบตื้นอาจจะมีเนื้อหามากก็ได้
แต่ไม่เชื่อมโยงลึกลงไปอีก การออกแบบเว็บเพจอาจเป็นแบบหน้าเดียวสั้น ๆ
หรือแบบแถบเลื่อนยาวลงไปมากก็ได้ เนื้อหาจบในหน้านั้นและไม่เชื่อมโยงไปอีก
2. โครงสร้างเว็บแบบลึก
เป็นโครงสร้างที่มีการเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปในเนื้อหาเดียวกันโดยตลอดหลาย ๆ เว็บ
เนื่องจากมีเนื้อหามากและเป็นลำดับต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างของเว็บต้องลงลึกไปเรื่อย
ๆ สำหรับการเลื่อนแถบเลื่อนด้านขวาของหน้าจอไม่ได้หมายความว่า
โครงสร้างเว็บนั้นจะเป็นแบบลึก
เพราะการเลื่อนแถบเลื่อนด้านข้างขวาของจอภาพเป็นการออกแบบหน้าจอเว็บ
ไม่ใช่โครงสร้างภาพรวมของเว็บ การเลื่อนแถบเลื่อนด้านขวาของหน้าจอภาพเป็นการออกแบบเว็บแบบแถบเลื่อน
เรียกได้ว่า การออกแบบหน้าจอภาพแบบแถบเลื่อน
เป็นแผ่นเดียวยาวจากด้านบนลงมาด้านล่าง แต่การออกแบบโครงสร้างเว็บแบบลึก
เป็นการออกแบบที่มีเว็บเพจหลาย ๆ เว็บเพจต่อเนื่องจากเป็นจำนวนมาก
การออกแบบเว็บไซต์ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง
ๆ ดังต่อไปนี้
1. ความเรียบง่าย
(Simplicity) หมายถึง
หน้าเว็บเพจของเว็บไซต์มีรูปแบบและลักษณะที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน
และใช้งานได้อย่างสะดวก ไม่มีกราฟฟิกหรือตัวอักษรที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
เพราะการที่เว็บเพจมีกราฟฟิกหรือตัวหนังสือที่เคลื่อนไหวอยู่มากเกินไป
ก็จะเกิดการรบกวนสายตาทำให้ผู้ที่ใช้เกิดความรำคาญและอาจทำให้ผู้ใช้สนใจในกราฟฟิกมากเกินไปจนละเลยหรือมองข้ามต่อเนื้อหาสำคัญที่อยู่ในหน้าเว็บเพจได้
2. ความสม่ำเสมอ
(Consistency) หมายถึง การใช้รูปแบบเดียวกันตลอดทั้งเว็บไซต์
เช่น รูปแบบของหน้า รูปแบบกราฟฟิก ระบบ Navigation และโทนสี
ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ควรมีลักษณะที่เหมือนกันโดยตลอดทั้งเว็บไซต์
ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้ผู้เข้ามาใช้เกิดความรู้สึกว่าแต่ละหน้าของเว็บไซต์มีความเป็นหนึ่งเดียวและรู้สึกถึงความเป็นระเบียบอีกด้วย
3. ความเป็นเอกลักษณ์
(Uniqueness) หมายถึง การออกแบบเว็บไซต์ที่เน้นการสร้างจุดเด่นหรือเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้เกิดขึ้นกับเว็บไซต์นั้นๆ
โดยที่จุดเด่นหรือเอกลักษณ์นั้นจะต้องสามารถสะท้อนบุคลิกหรือลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนใครของเจ้าของหรืองค์กรที่สร้างเว็บไซต์นั้นๆ
ขึ้นมาได้อย่างดี โดยการสร้างเอกลักษณ์นี้อาจทำได้โดยการใช้สีสัน ตัวอักษร กราฟิก
การจัดหน้า ฯลฯ
ซึ่งผู้สร้างเว็บไซต์จะเลือกใช้แบบไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของเว็บไซต์นั่นเอง
4. เนื้อหามีประโยชน์
(Usefulness) หมายถึง
การออกแบบเนื้อหาให้มีประโยชน์เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเนื้อหาถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในเว็บไซต์ ดังนั้น
ผู้ออกแบบจึงควรให้ความสำคัญในเรื่องของการคัดเลือก การจัดเตรียม
การตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงการปรับปรุงเนื้อหาให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ
5. ระบบ Navigation
ที่ใช้งานง่าย (Easy-use Navigation) หมายถึง
การออกแบบระบบ Navigation ที่สามารถทำให้ผู้ใช้เข้าใจได้ง่ายและใช้ได้อย่างสะดวก
วางไว้ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจนและอยู่ในตำแหน่งเดิมทุกหน้า
อีกทั้งยังควรมีคำอธิบายประกอบให้ชัดเจนเพื่อที่ผู้ใช้งานจะได้ไม่สับสนและเกิดการหลงทางในเว็บไซต์
6. แสดงผลได้อย่างรวดเร็ว
(Rapid Output) หมายถึง
เมื่อมีผู้ใช้งานเข้ามาใช้เว็บของเรานั้นเว็บเพจแต่ละหน้าควรจะปรากฏขึ้นมาบนจออย่างรวดเร็ว
เพราะการที่เราสามารถทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องรอนานนั้น จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกกกกระตือรือร้นในการใช้เว็บและไม่เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายจนอาจส่งผลให้ปิดหน้าเว็บของเรา
แล้วไปเข้าเว็บแห่งอื่นๆ ดังนั้น หากเราต้องการที่จะให้มีคนเข้าชมเว็บของเรามากๆ
เราต้องหาจุดที่เหมาะสมระหว่างสิ่งที่จะใส่เข้าไปกับเวลาที่ผู้ใช้ต้องรอ
โดยเฉพาะเว็บที่มีคนเข้ามาใช้มากๆ
ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับความเร็วในการแสดงผลของเว็บมากยิ่งขึ้น
7. มีความชัดเจน
(Clearance) หมายถึง
เนื้อหาของเว็บไซต์นั้นจะต้องแสดงถึงจุดมุ่งหมายและหน้าที่ของเว็บไซต์อย่างชัดเจน
เนื่องจากเว็บนั้นเป็นสื่อสารพัดประโยชน์ที่สามารถใช้ทำอะไรได้หลากหลายแบบ
ผู้ออกแบบจึงต้องพยายามแสดงให้เห็นชัดเจนว่า
เว็บไซต์นั้นนำเสนอเนื้อหาหรือให้บริการอะไร เพื่อที่จะให้ผู้ใช้เข้าใจได้ทันทีว่าเป็นเว็บที่ตนกำลังมองหาอยู่หรือไม่
8. เป็นไปตามรูปแบบมาตรฐาน
(Standardzation) หมายถึง
การออกแบบให้มีลักษณะเป็นสากลเพื่อที่จะให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าใจได้ง่าย
เนื่องจากเว็บไซต์ส่วนใหญ่ที่เราได้เห็นนั้น มักจะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันและมีระบบการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน
แม้ว่าหน้าตาเว็บไซต์ของเราจะแตกต่างจากเว็บอื่น
แต่ก็ควรมีระบบการทำงานที่ตรงกับความคิดของผู้ใช้
เพื่อให้ผู้ใช้งานเว็บได้อย่างคล่องแคล่วและสะดวกสบายนั่นเอง
9. แสดงผลได้ดีในสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน
หมายถึง การที่เว็บนั้นแสดงผลออกมาได้อย่างเหมือนหรือใกล้เคียงกัน
แม้ว่าจะแสดงผลจากคอมพิวเตอร์คนละเครื่องกันก็ตาม
เนื่องจากในโลกของความเป็นจริงนั้น
ผู้ใช้เว็บแต่ละคนมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพแตกต่างกัน
ทั้งความสามารถของซีพูยู แรม จอมอนิเตอร์ หรือ เบราเซอร์ของผู้ใช้ ดังนั้นการออกแบบเว็บที่ดีควรจะต้องทำให้เว็บนั้นใช้งานได้ในทุกสิ่งแวดล้อมนั่นเอง
10. ระบบใช้งานที่ถูกต้อง
หมายถึง การใช้งานแบบฟอร์มสำหรับกรอกข้อมูลต้องสามารถกรอกได้จริง ใช้งานได้จริง
ลิงค์ต่าง ๆ จะต้องเชื่อมโยงไปหน้าที่มีอยู่จริงและถูกต้อง ระบบการทำงานต่าง ๆ
ในเว็บไซต์จะต้องมีความแน่นอนและทำหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง
4 ลงมือสร้างและทดสอบ
5. ประชาสัมพันธ์ให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก
6. ดูแล และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ที่มา : http://www.enjoyday.net/build-website-step.html













