วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

ขั้นตอนการสร้างเว็บไซต์

ขั้นตอนการสร้างเว็บไซต์

1. กำหนดเป้าหมายและวางแผนงาน (Planning)
เป็นขั้นตอนที่ผู้สร้างเว็บจะต้องรวบรวมข้อมูลที่ต้องการจะนำมาสร้างเว็บ กำหนดวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นกำหนดขอบเขตและความต้องการของเว็บว่าจะต้องมีอะไรบ้าง เช่น ขนาดของหน้าจอภาพ บราวเซอร์ที่จะใช้ ฯลฯ องค์ประกอบและเครื่องมือที่จะต้องใช้ ต้องการมีกระดานข่าว ห้องสนทนา ฯลฯ รวมถึงขั้นตอนและกระบวนการในการบำรุงรักษาอย่างเป็นระบบ
การวางแผนเบื้องต้นของการสร้างเว็บสำหรับ Dreamweaver คือ
    - กำหนดพื้นที่จัดเก็บเว็บในเครื่องคอมพิวเตอร์
    - กำหนดพื้นที่ติดตั้งเว็บเมื่อสร้างเสร็จ

2. เลือก Web hosting และจด Domain name
2.1 Web hosting คืออะไร
2.2 หลักการเลือก Web hosing
2.3 การจด Domain name
2.4 การตั้งชื่อ Domain name ที่ดี

3 ออกแบบเว็บไซต์
3.1 การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure Design) คือ การจัดหมวดหมู่ และลำดับของเนื้อหา แล้วจัดทำเป็นแผนผังโครงสร้างเว็บไซต์ ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่ามีเนื้อหาอะไรบ้างภายในเว็บไซต์ และแต่ละหน้าเว็บเพจนั้นมีการเชื่อมโยงกันอย่างไร
โครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีจะช่วยให้ผู้ชมไม่สับสนและค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ไม่ควรเป็นลำดับที่ลึกหลายชั้นเกินไป เพราะผู้ใช้จะเบื่อเสียก่อน กว่าจะค้นหาเจอหน้าที่ต้องการ
3.2 การออกแบบระบบเนวิเกชั่น (Site Navigation Design) เป็นระบบนำทางที่จะนำผู้ชมไปยังหน้าต่างๆ ของเว็บไซต์ ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และรู้ว่ากำลังอยู่ตรงไหนของเว็บไซต์
นอกจากนี้ยังใช้กำหนดบทบาทของผู้ใช้ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้ โดยผู้ใช้แต่ละกลุ่มจะสามารถเข้าถึงหน้าเว็บเพจได้อย่างมีขอบเขต ตามสิทธิที่วางไว้เท่านั้น
3.3 การออกแบบเว็บเพจ (Page Design)
เว็บเพจ (Web page) หมายถึง เอกสารที่สร้างขึ้นโดยในรูปแบบของ HTML หรือโปรแกรมการสร้างเว็บโดยเฉพาะ จะแสดงผลได้เฉพาะโปรแกรมบราวเซอร์ และต้องติดตั้งในเว็บเซอร์เวอร์เพื่อเข้าไปอ่านข้อมูลได้โดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เว็บเพจจะมี 2 ลักษณะใหญ่คือ
             - เว็บเพจแบบหน้าเดียว (Single page) หรือแบบสั้น (Short page) หมายถึง เว็บเพจที่แสดงผลข้อมูลหรือเนื้อหาเพียงหน้าเดียวมีขนาดเท่ากับหน้าจอคอมพิวเตอร์พอดี หรือมีแถบเลื่อนลงมาด้านล่างสั้น ๆ หรือมีรูปแบบเป็นกรอบพอดีหน้าจอภาพ
             - เว็บเพจแบบแถบเลื่อน (Scroll page) หรือแบบยาว (Long page) หมายถึง เว็บเพจที่แสดงผลข้อมูลหรือเนื้อหาเป็นแนวยาวจากด้านบนลงมายังด้านล่างของหน้าจอภาพ โดยมีแถบเลื่อนอยู่ด้านข้างสำหรับเลื่อนหน้าจอภาพ เพื่อดูข้อมูลที่แสดงผลหน้าจอภาพ

การออกแบบโครงสร้างเว็บ
สิ่งที่ต้องพิจารณาในการสร้างเว็บเพื่อการศึกษาคือ โครงสร้างหลักของเว็บ เนื่องจากการจัดการข้อมูลเพื่อการเรียนการสอนมีความแตกต่างกัน กลุ่มผู้เรียนที่แตกต่างและเนื้อหาของเว็บแตกต่างกัน โครงสร้างของเว็บก็จะมีผลต่อการเรียนการสอนเช่นกัน (McCormack and Jones, 1998)
โครงสร้างของเว็บโดยพื้นฐานจะมี 2 ลักษณะคือ

      1. โครงสร้างเว็บแบบตื้น เป็นโครงสร้างเว็บในลักษณะที่มีการเชื่อมโยงจากหน้าแรกหรือหน้าที่หลักไปยังเนื้อหาโดยตรง โดยไม่มีเว็บเพจที่เป็นเนื้อหาเชื่อมโยงต่อไปอีกมากนัก สามารถกลับมายังหน้าแรกหรือหน้าหลักของของเว็บไซต์ได้ในทันที อาจจะมีการเชื่อมโยงของเนื้อหาต่อไปอีกบ้างแต่ไม่ต่อเนื่องเป็นลำดับลึกลงไปเหมือนกับโครงสร้างของเว็บแบบลึก โครงสร้างลักษณะนี้จึงเป็นโครงสร้างที่มีเนื้อหาแยกเป็นหน่วยย่อย ๆ หรือมีเนื้อหาเฉพาะเรื่องไม่เกี่ยวข้องกัน ทำให้ไม่ต้องเชื่อมโยงเว็บเพจต่อไปเรื่อย ๆ เว็บแบบตื้นอาจจะมีเนื้อหามากก็ได้ แต่ไม่เชื่อมโยงลึกลงไปอีก การออกแบบเว็บเพจอาจเป็นแบบหน้าเดียวสั้น ๆ หรือแบบแถบเลื่อนยาวลงไปมากก็ได้ เนื้อหาจบในหน้านั้นและไม่เชื่อมโยงไปอีก

   2. โครงสร้างเว็บแบบลึก เป็นโครงสร้างที่มีการเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปในเนื้อหาเดียวกันโดยตลอดหลาย ๆ เว็บ เนื่องจากมีเนื้อหามากและเป็นลำดับต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างของเว็บต้องลงลึกไปเรื่อย ๆ สำหรับการเลื่อนแถบเลื่อนด้านขวาของหน้าจอไม่ได้หมายความว่า โครงสร้างเว็บนั้นจะเป็นแบบลึก เพราะการเลื่อนแถบเลื่อนด้านข้างขวาของจอภาพเป็นการออกแบบหน้าจอเว็บ ไม่ใช่โครงสร้างภาพรวมของเว็บ การเลื่อนแถบเลื่อนด้านขวาของหน้าจอภาพเป็นการออกแบบเว็บแบบแถบเลื่อน เรียกได้ว่า การออกแบบหน้าจอภาพแบบแถบเลื่อน เป็นแผ่นเดียวยาวจากด้านบนลงมาด้านล่าง แต่การออกแบบโครงสร้างเว็บแบบลึก เป็นการออกแบบที่มีเว็บเพจหลาย ๆ เว็บเพจต่อเนื่องจากเป็นจำนวนมาก

การออกแบบเว็บไซต์ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. ความเรียบง่าย (Simplicity) หมายถึง หน้าเว็บเพจของเว็บไซต์มีรูปแบบและลักษณะที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และใช้งานได้อย่างสะดวก ไม่มีกราฟฟิกหรือตัวอักษรที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพราะการที่เว็บเพจมีกราฟฟิกหรือตัวหนังสือที่เคลื่อนไหวอยู่มากเกินไป ก็จะเกิดการรบกวนสายตาทำให้ผู้ที่ใช้เกิดความรำคาญและอาจทำให้ผู้ใช้สนใจในกราฟฟิกมากเกินไปจนละเลยหรือมองข้ามต่อเนื้อหาสำคัญที่อยู่ในหน้าเว็บเพจได้

2. ความสม่ำเสมอ (Consistency) หมายถึง การใช้รูปแบบเดียวกันตลอดทั้งเว็บไซต์ เช่น รูปแบบของหน้า รูปแบบกราฟฟิก ระบบ Navigation และโทนสี ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ควรมีลักษณะที่เหมือนกันโดยตลอดทั้งเว็บไซต์ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้ผู้เข้ามาใช้เกิดความรู้สึกว่าแต่ละหน้าของเว็บไซต์มีความเป็นหนึ่งเดียวและรู้สึกถึงความเป็นระเบียบอีกด้วย

3. ความเป็นเอกลักษณ์ (Uniqueness) หมายถึง การออกแบบเว็บไซต์ที่เน้นการสร้างจุดเด่นหรือเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้เกิดขึ้นกับเว็บไซต์นั้นๆ โดยที่จุดเด่นหรือเอกลักษณ์นั้นจะต้องสามารถสะท้อนบุคลิกหรือลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนใครของเจ้าของหรืองค์กรที่สร้างเว็บไซต์นั้นๆ ขึ้นมาได้อย่างดี โดยการสร้างเอกลักษณ์นี้อาจทำได้โดยการใช้สีสัน ตัวอักษร กราฟิก การจัดหน้า ฯลฯ ซึ่งผู้สร้างเว็บไซต์จะเลือกใช้แบบไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของเว็บไซต์นั่นเอง

4. เนื้อหามีประโยชน์ (Usefulness) หมายถึง การออกแบบเนื้อหาให้มีประโยชน์เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่ง เพราะเนื้อหาถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในเว็บไซต์ ดังนั้น ผู้ออกแบบจึงควรให้ความสำคัญในเรื่องของการคัดเลือก การจัดเตรียม การตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงการปรับปรุงเนื้อหาให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ

5. ระบบ Navigation ที่ใช้งานง่าย (Easy-use Navigation) หมายถึง การออกแบบระบบ Navigation ที่สามารถทำให้ผู้ใช้เข้าใจได้ง่ายและใช้ได้อย่างสะดวก วางไว้ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจนและอยู่ในตำแหน่งเดิมทุกหน้า อีกทั้งยังควรมีคำอธิบายประกอบให้ชัดเจนเพื่อที่ผู้ใช้งานจะได้ไม่สับสนและเกิดการหลงทางในเว็บไซต์

6. แสดงผลได้อย่างรวดเร็ว (Rapid Output) หมายถึง เมื่อมีผู้ใช้งานเข้ามาใช้เว็บของเรานั้นเว็บเพจแต่ละหน้าควรจะปรากฏขึ้นมาบนจออย่างรวดเร็ว เพราะการที่เราสามารถทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องรอนานนั้น จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกกกกระตือรือร้นในการใช้เว็บและไม่เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายจนอาจส่งผลให้ปิดหน้าเว็บของเรา แล้วไปเข้าเว็บแห่งอื่นๆ ดังนั้น หากเราต้องการที่จะให้มีคนเข้าชมเว็บของเรามากๆ เราต้องหาจุดที่เหมาะสมระหว่างสิ่งที่จะใส่เข้าไปกับเวลาที่ผู้ใช้ต้องรอ โดยเฉพาะเว็บที่มีคนเข้ามาใช้มากๆ ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับความเร็วในการแสดงผลของเว็บมากยิ่งขึ้น

7. มีความชัดเจน (Clearance) หมายถึง เนื้อหาของเว็บไซต์นั้นจะต้องแสดงถึงจุดมุ่งหมายและหน้าที่ของเว็บไซต์อย่างชัดเจน เนื่องจากเว็บนั้นเป็นสื่อสารพัดประโยชน์ที่สามารถใช้ทำอะไรได้หลากหลายแบบ ผู้ออกแบบจึงต้องพยายามแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เว็บไซต์นั้นนำเสนอเนื้อหาหรือให้บริการอะไร เพื่อที่จะให้ผู้ใช้เข้าใจได้ทันทีว่าเป็นเว็บที่ตนกำลังมองหาอยู่หรือไม่

8. เป็นไปตามรูปแบบมาตรฐาน (Standardzation) หมายถึง การออกแบบให้มีลักษณะเป็นสากลเพื่อที่จะให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าใจได้ง่าย เนื่องจากเว็บไซต์ส่วนใหญ่ที่เราได้เห็นนั้น มักจะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันและมีระบบการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน แม้ว่าหน้าตาเว็บไซต์ของเราจะแตกต่างจากเว็บอื่น แต่ก็ควรมีระบบการทำงานที่ตรงกับความคิดของผู้ใช้ เพื่อให้ผู้ใช้งานเว็บได้อย่างคล่องแคล่วและสะดวกสบายนั่นเอง

9. แสดงผลได้ดีในสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน หมายถึง การที่เว็บนั้นแสดงผลออกมาได้อย่างเหมือนหรือใกล้เคียงกัน แม้ว่าจะแสดงผลจากคอมพิวเตอร์คนละเครื่องกันก็ตาม เนื่องจากในโลกของความเป็นจริงนั้น ผู้ใช้เว็บแต่ละคนมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพแตกต่างกัน ทั้งความสามารถของซีพูยู แรม จอมอนิเตอร์ หรือ เบราเซอร์ของผู้ใช้ ดังนั้นการออกแบบเว็บที่ดีควรจะต้องทำให้เว็บนั้นใช้งานได้ในทุกสิ่งแวดล้อมนั่นเอง

10. ระบบใช้งานที่ถูกต้อง หมายถึง การใช้งานแบบฟอร์มสำหรับกรอกข้อมูลต้องสามารถกรอกได้จริง ใช้งานได้จริง ลิงค์ต่าง ๆ จะต้องเชื่อมโยงไปหน้าที่มีอยู่จริงและถูกต้อง ระบบการทำงานต่าง ๆ ในเว็บไซต์จะต้องมีความแน่นอนและทำหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง

4 ลงมือสร้างและทดสอบ

5. ประชาสัมพันธ์ให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก


6. ดูแล และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : http://www.enjoyday.net/build-website-step.html


โครงสร้างของหน้าเว็บเพจ

โครงสร้างของหน้าเว็บเพจ   แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ

1. ส่วนหัวของหน้า (Page Header)
เป็นส่วนที่อยู่ตอนบนสุดของหน้า และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของหน้า เพราะเป็นส่วนที่ดึงดูดผู้ชมให้ติดตามเนื้อหาภายในเว็บไซต์  มักใส่ภาพกราฟิกเพื่อสร้างความประทับใจ  ส่วนใหญ่ประกอบด้วย
โลโก้ (Logo) เป็นสิ่งที่ควรมี ทำให้เว็บน่าเชื่อถือ
- ชื่อเว็บไซต์
- เมนูหลักหรือลิงค์ (Navigation Bar) เป็นจุดเชื่อมโยงไปสู่เนื้อหาของเว็บไซต์

2.ส่วนของเนื้อหา (Page Body)
เป็นส่วนที่อยู่ตอนกลางของหน้า ใช้แสดงข้อมูลเนื้อหาของเว็บไซต์  ซึ่งประกอบด้วยข้อความ, ตารางข้อมูล ภาพกราฟิก วีดีโอ และอื่นๆ และอาจมีเมนูหลัก หรือเมนูเฉพาะกลุ่ม
สำหรับส่วนเนื้อหาควรแสดงใจความสำคัญที่เป็นหัวเรื่องไว้บนสุด ข้อมูลมีความกระชับ ใช้รูปแบบตัวอักษรที่อ่านง่าย และจัด Layout ให้เหมาะสมและเป็นระเบียบ

3. ส่วนท้ายของหน้า (Page Footer)

เป็นส่วนที่อยู่ด้านล่างสุดของหน้า จะมีหรือไม่มีก็ได้  มักวางระบบนำทางที่เป็นลิงค์ข้อความง่าย ๆ และอาจแสดงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์ เช่น เจ้าของเว็บไซต์, ข้อความแสดงลิขสิทธิ์, วิธีการติดต่อกับผู้ดูแลเว็บไซต์, คำแนะนำการใช้เว็บไซต์ 


ตัวอย่าง แสดงส่วนประกอบของหน้าเว็บเพจ (trendypet.com)













ที่มา : http://www.enjoyday.net/page-structure.html




วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

SQL คืออะไร

SQL คืออะไร

        SQL ย่อมาจาก structured query language คือภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม เพื่อจัดการกับฐานข้อมูลโดยเฉพาะ เป็นภาษามาตรฐานบนระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์และเป็นระบบเปิด (open system) หมายถึงเราสามารถใช้คำสั่ง sql กับฐานข้อมูลชนิดใดก็ได้ และ คำสั่งงานเดียวกันเมื่อสั่งงานผ่าน  ระบบฐานข้อมูลที่แตกต่างกันจะได้ ผลลัพธ์เหมือนกัน ทำให้เราสามารถเลือกใช้ฐานข้อมูล ชนิดใดก็ได้โดยไม่ติดยึดกับฐานข้อมูลใดฐานข้อมูลหนึ่ง นอกจากนี้แล้ว SQL ยังเป็นชื่อโปรแกรมฐานข้อมูล ซึ่งโปรแกรม SQL เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่มีโครงสร้างของภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน มีประสิทธิภาพการทำงานสูง สามารถทำงานที่ซับซ้อนได้โดยใช้คำสั่งเพียงไม่กี่คำสั่ง โปรแกรม SQL จึงเหมาะที่จะใช้กับระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ และเป็นภาษาหนึ่ง ซึ่งแบ่งการทำงานได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้
     1. Select query    ใช้สำหรับดึงข้อมูลที่ต้องการ
     2. Update query   ใช้สำหรับแก้ไขข้อมูล
     3. Insert query   ใช้สำหรับการเพิ่มข้อมูล
     4. Delete query   ใช้สำหรับลบข้อมูลออกไป
        ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS ) ที่สนับสนุนการใช้คำสั่ง SQL เช่น  Oracle , DB2, MS-SQL, MS-Access นอกจากนี้ภาษา SQL ถูกนำมาใช้เขียนร่วมกับโปรแกรมภาษาต่างๆ เช่น ภาษา c/C++ , Visual Basic และ Java

 ภาษา SQL แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
          Data Definition Language หรือ DDL เป็นภาษาสำหรับการนิยามข้อมูล
          Data Manipulation Language หรือ DML เป็นภาษาสำหรับการจัดการข้อมูลล
          ภาษาสำหรับควบคุมข้อมูล (Control Language)
          ภาษาสำหรับเรียกดูข้อมูล (Data Query Language)

  คำสั่ง SQL  นั้นสามารถใช้ได้จาก 2 รูปแบบ ดังนี้ คือ
1. คำสั่ง SQL สำหรับเรียกดูข้อมูลที่ต้องการแบบทันที (Interactive SQL) เป็นการเรียกใช้คำสั่ง SQL สั่งงานที่จอภาพ สำหรับเรียกดูข้อมูลขณะที่ยังทำงานอยู่ได้ทันที เช่น                                   
                  SELECT PRODUCT_NAME
                      FROM M_PRODUCT
                      WHERE PRODUCT_ID = ‘PD01’;

     2. คำสั่ง SQL ที่จะต้องเขียนร่วมกันโปรแกรมอื่น ๆ (Embedded SQLใช้ร่วมกับคำสั่งของโปรแกรมภาษาอื่น ๆ อย่างเช่น PL/1 PASCAL เป็นต้น หรือแม้แต่กับคำสั่งในโปรแกรมที่ระบบจัดการฐานข้อมูลนั้นที่มีใช้เฉพาะ เช่น ORACLE มี PL/SQL (Procedural Language /SQL) ที่สามารถเขียนโปรแกรมและนำคำสั่ง SQL มาเขียนร่วมกันได้ เป็นต้น
    ตัวอย่าง การใช้คำสั่ง
SQL ในภาษา PL/1
                  EXEC SQL SELECT PRODUCT_NAME
                       INTO: X PRODUCT_NAME
                       FROM M_PRODUCT
                       WHERE PRODUCT_ID = ‘PD01’;


 ประเภทของคำสั่งภาษา SQL
     1. ภาษานิยามข้อมูล (Data Definition Language: DDL) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการสร้างฐานข้อมูล กำหนดโครงสร้างข้อมูลว่ามี Attribute ใด ชนิดของข้อมูล รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงตาราง และการสร้างดัชนี       คำสั่ง: CREATE, DROP, ALTER
    2. ภาษาจัดการข้อมูล (Data Manipulation Language: DML) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการเรียกใช้ เพิ่ม ลบ และเปลี่ยนแปลงข้อมูลในตาราง  คำสั่ง: SELECT, INSERT, UPDATE, DELETE
   3. ภาษาควบคุมข้อมูล (Data Control Language : DCL) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการกำหนดสิทธิการอนุญาติ หรือ ยกเลิก การเข้าถึงฐานข้อมูล เพื่อป้องกันความปลอดภัยของฐานข้อมูล คำสั่ง : GRANT, REVOKE
    
 ประโยชน์ของภาษา SQL
    1. สร้างฐานข้อมูลและ ตาราง    
    2. สนับสนุนการจัดการฐานข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย การเพิ่ม การปรับปรุง และการลบข้อมูล
    3. สนับสนุนการเรียกใช้หรือ ค้นหาข้อมูล    


ที่มา: http://www.mindphp.com/คู่มือ/73-คืออะไร/2088-sql-คืออะไร.html
         http://blog.bossturteam.com/sql-คืออะไร/


วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อยากสวย.......ช่วยคุณได้










สมการน่ารักดีเนอะ....

ROMANCEMATHEMATICS  

Smart man + smart woman = romance 
ผู้ชายเท่ห์ + ผู้หญิงเก่ง = ความโรแมนติก   
Smart man + dumb woman = affair 

ผู้ชายเก่ง + ผู้หญิงโง่  =   ความใคร่   
Dumb man + smart woman = marriage 

ผู้ชายโง่   + ผู้หญิงเก่ง การแต่งงาน 

Dumb man + dumb woman = pregnancy 
ผู้ชายโง่ + ผู้หญิงโง่ ตั้งท้อง ** 



OFFICE ARITHMETIC 
Smart boss + smart employee = profit 
เจ้านายเก่ง + ลูกน้องเก่ง = กำไร ** 
Smart boss + dumb employee = production 
เจ้านายเก่ง + ลูกน้องโง่ = ผลผลิต **
 Dum! b boss + smart employee = promotion 
เจ้านายโง่ + ลูกน้องเก่ง = เลื่อน ตำแหน่ง 
  
Dumb boss + dumb employee = overtime 
เจ้านายโง่ ลูกน้อง โง่ OT อย่างเดียว ** 



SHOPPING MATH 
A man will pay $2 for a $1 item he needs. 
ผู้ชายจ่าย บาท ต่อ ของ ชิ้นที่เขาต้องการ
  

A woman will pay $1 for items that she doesn't need. 

แต่ ผู้หญิง จ่าย บาท ต่อ ของหลายๆชิ้น
 ที่เธอไม่ต้อง การ ** 
  


GENERAL EQUATIONS & STATISTICS

A woman worries about the future until she gets a husband. 
ผู้หญิงจะกังวลเกี่ยวกับอนาคตจนกว่าจะ มีสามี ** 
A man never worries about the future until he gets a wife. 

แต่ผู้ชายไม่เคยกังวลเกี่ยวกับอนาคตเลยจนกระทั่งมีภรรยา ** 
A successful man is one who makes more money than his wife can spend. 

ผู้ชายที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่สามารถหาเงินได้มากกว่าที่ภรรยาใช้ **
A successful woman is one who can find such a man. 
แต่ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่สามารถหาสามีได้อย่างคนข้างบน **   


HAPPINESS 

To be happy with a man, you must understand him a lot and


love him a little. 
การจะมีความสุขกับผู้ชายคนนึง คุณจะต้องเข้าใจเค้ามากๆ แต่รักเค้า น้อยๆ 
To be happy with a woman, you must love her a lot and not try to understand her at all. 

การจะมีความสุขกับผู้หญิงคนนึง คุณต้องรักเธอมากๆ และไม่ต้องพยายามอะไรในตัวเธอ ทั้งสิ้น ** 
  


LONGEVITY 

Married men live longer than single men do, but married 


menare a lot more willing to die.
ผู้ชายที่แต่งงานแล้วจะมีอายุยืนกว่าชายโสด แต่ชายที่แต่งงานแล้วกลับ เต็มใจเลือกที่จะตายมากกว่าอยู่ ** 
  


PROPENSITY TO CHANGE 

A woman marries a man expecting he will change, but he doesn't. ** 
ผู้หญิงแต่งงานกับผู้ชายคนนึงและหวังว่า...
จะเปลี่ยนแปลงเค้าได้ แต่ผู้ชายไม่เปลี่ยน*
 A man marries a woman expecting that she won't change, and she does. ** 
ส่วนผู้ชายแต่งงานกับผู้หญิงและหวังว่า
เธอคงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เธอก็ เปลี่ยน ** 
  


DISCUSSION TECHNIQUE 

A woman has the last word in any argument. 
ผู้หญิงมักมี คำพูดสุดท้ายในการโต้เถียง

 Anything a man says after that is the beginning of a new argument. 
แต่อะไรก็ตามที่ผู้ชายพูดออกมาต่อจากนั้น 
จะเป็นการเริ่มการโต้เถียง ครั้งใหม่ * 

ไร้กรอบ.....จริงมั้ย??